วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

5 องค์การการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่สำคัญ



1. ธนาคารโลก (World  Bank) หรือธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ ตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  พ.ศ.2487
    ผู้ก่อตั้ง   ประเทศในอเมริกาเหนือและยุโรป           
    สังกัด องค์การสหประชาชาติ          
    สำนักงานใหญ่อยู่ที่   กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐอเมริกา
    จุดประสงค์การจัดตั้ง    เป็นสื่อกลางในการระดมเงินทุนระหว่างประเทศ และจัดสรรทรัพยากรการเงินไปให้ประเทศสมาชิกใช้ในด้านการบูรณะและพัฒนาเศรษฐกิจ
 บทบาทและหน้าที่   
1. ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกในระยะยาว โดยการให้กู้ยืมเงินเพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น พัฒนาด้านการเกษตร  อุตสาหกรรม  แหล่งน้ำ  ไฟฟ้า  ถนน  เขื่อน  เป็นต้น
2. ให้คำแนะนำด้านวิชาการ  โดยการสนับสนุนงานวิจัยในด้านต่างๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาประเทศ
3. ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวิเคราะห์ปัญหาให้กับประเทศสมาชิกเพื่อเสนอมาตรการต่างๆที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะยาว
    ปัจจุบัน  มีสมาชิกทั้งหมด    185   ประเทศ   ประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกเมื่อวันที่  3  พฤษภาคม  พ.ศ.2492
2. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International  Monatary  Fund: IMF )  
    การจัดตั้ง    ตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เริ่มเปิดดำเนินการ มีนาคม พ.ศ.2489    ผู้ก่อตั้ง  กลุ่มประเทศพันธมิตร
จุดประสงค์การจัดตั้ง     เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ อันจะรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
  ฐานะ   เป็นทบวงชำนาญการพิเศษของ สหประชาชาติ      สำนักงานใหญ่  อยุ่ที่  กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา
3. องค์การการค้าโลก (WTO)   เป็นองค์การที่พัฒนามาจากการทำข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า หรือ แกตต์(GATT)
    การจัดตั้ง  ตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2490  สำนักงานใหญ่  อยู่ที่นครเจนีวา  สวิตเซอร์แลนด์
 ประเทศสมาชิก   จำนวน 151  ประเทศ (สิงหาคม พ.ศ.2550)  ประเทศไทยเป็นสมาชิกเป็นลำดับที่ 59 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2538 และมี ฐานะเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การการค้าโลกด้วย
    วัตถุประสงค์    ตั้งขึ้นเพื่อจะทำให้การค้าระหว่างประเทศของสมาชิกทั่วโลกเป็นไปอย่างราบรื่น และมีความเป็นเสรีรวมทั้งเกิดความยุติธรรมในการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น
    บทบาทหน้าที่  จัดการดำเนินงานตามข้อตกลงทางการค้า  ดำเนินการให้เกิดการต่อรองทางการค้า ยุติปัญหาข้อขัดแย้งเพื่อให้เกิดเสรีทาง
4. สหภาพยุโรป (EU)    มีพัฒนาการมาจากประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป , ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป , ประชาคมพลังงานปรมาณู รวมเป็น กลุ่มประชาคมยุโรป(EC) จนเมื่อพ.ศ.2535 ประเทศสมาชิกลงนามในสนธิสัญญามาสทริชท์จัดตั้งเป็น สหภาพยุโรปและก่อตั้งสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (EMU)  เพื่อให้ระบบการเงินและการคลังของยุโรปเป็นแบบเดียวกัน โดยกำหนดสกุล เงินยูโร เป็นสกุลเงินเดียวกัน
    ประเทศสมาชิก   มีจำนวน  27  ประเทศ (พ.ศ.2550)  อยู่ในทวีปยุโรป
    วัตถุประสงค์     เพื่อการรวมตัวทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การต่างประเทศ และสังคมในภูมิภาคยุโรป
    บทบาทหน้าที่  ร่วมกันกำหนดนโยบายร่วมกันด้านเศรษฐกิจ  การต่างประเทศ ความมั่นคงและสังคม เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งภายในประเทศสมาชิกและสามารถสร้างอำนาจต่อรองทางการค้ากับประเทศอื่นๆในตลาดโลกได้
5. องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียและแปซิฟิกหรือ เอเปก (APEC)
    การจัดตั้ง  ตั้งครั้งแรกที่กรุงแคนเบอร์รา  ออสเตรเลย ปีพ.ศ.2532 ต่อมาในปี 2537 การประชุมผู้นำประเทศที่เมืองโบกอร์ อินโดนีเซีย ตกลงให้มีการเปิดเสรีทางการค้าร่วมกัน เอเปกจึงพัฒนาเป็นกลุ่มการค้ามากขึ้น ไทยเป็นประเทศสมาชิกที่ร่วมก่อตั้ง เอเปก ตั้งแต่ปีพ.ศ.2532
    ประเทศสมาชิก  ปัจจุบันมี 21  เขตเศรษฐกิจ  ถือเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก  มีประชากรโดยรวมมากที่สุด
    วัตถุประสงค์    เพื่อส่งเสริมการค้าเสรีระหว่างประเทศและให้ความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจการค้าในภูมิภาค
    บทบาทหน้าที่  เป็นเวทีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาวะและการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของสมาชิกและในภูมิภาค
    ประโยชน์ที่ไทยได้รับ    ได้ตลาดการค้ามากขึ้น   , ไทยมีอำนาจถ่วงดุลทางการค้ามากขึ้น  และ ไทยเป็นที่รู้จักในเวทีการค้าโลกมากขึ้น

สรุปประวัติศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยา




ประวัติศาสตร์ไทยในสมัยอยุธยา

        อยุธยา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.1893 และสิ้นสุดเมื่อ 2310 (1893-2310) รวมเวลาที่เป็นราชธานี 417ปี
ผู้ที่สถาปนาหรือก่อตั้งอยุธยา ก็คือ พระเจ้าอู่ทอง(สมเด็จพระรามาธิบดีที่1)  อยุธยามีชัยภูมิที่ดี คือมีแม่น้ำล้อมรอบทั้งสามสาย คือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งชัยภูมิแบบนี้เนี่ยกันข้าศึกได้ดี และผังเมืองหาได้ยากมากในโลก จึงได้รับการยกย่องการยูเนสโก ในสมัยอยุธยา เรามีศึกทั้งหมด 24 ครั้ง (ไทยไปทำสงครามกับพม่า 3ครั้ง/ พม่าทำสงครามกับไทย 21ครั้ง)
พ.ศ.ที่สำคัญ พ.ศ.2081 *มีศึกกับพม่าครั้งแรก (ศึกเมืองเชียงกราน)-เกิดขึ้นในสมัยพระชัยราชา VS พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ =ไทยชนะ
พ.ศ.2091 *เสียพระศรีสุริโยทัย -เกิดในช่วงหน้าแล้ง-ในสมัยพระมหาจักรพรรดิ(พระสวามีของพระศรีสุริโยทัย) VS พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้   =ไม่มีใครชนะ ต่างฝ่ายต่างถอยทัพกลับ**ตอนหลังจากที่ถอยทัพกลับพม่าแล้ว ตะเบ็งชะเวตี้เป็นบ้า**
พ.ศ.2106 *สงครามช้างเผือก-ในสมัยพระมหาจักรพรรดิ(พระเจ้าช้างเผือก) VS บุเรงนอง-ไทยเราขอสงบศึกกับบุเรงนอง จึงต้องยอมให้ช้างเผือกแก่บุเรงนอง 4เชือก-พระนเรศวรถูกจับไปเป็นลูกของบุเรงนอง
พ.ศ.2112*เสียกรุงครั้งที่1-ในสมัยของพระมหินทราธิราช VS บุเรงนอง-2112-2127=เสียกรุงเป็นเวลา 15ปี (เท่ากับว่าพระนเรศก็ถูกจับไปพม่าเป็นเวลา 15ปีด้วย) -สรุปว่าเกิดจากแตกความสามัคคี
พ.ศ.2127*พระนเรศวรกอบกู้เอกราช-ในสมัยพระมหาจักรพรรดิ (คือตอนนั้นพระมหาจักรพรรดิเป็นกษัตริย์ แต่ว่าพระนเรศเป็นคนกอบกู้เอกราช)-พระนเรศวร VS นันทบุเรง(ลูกของบุเรงนอง)-ช้างของพระนเรศวรชื่อ พลายภูเขาทอง พอขึ้นระวางก็ได้เป็น เจ้าพระยาไชยานุภาพ พอได้รับชัยชนะในศึกครั้งนี้ก็ได้ชื่อเป็น เจ้าพระยาปราบหงสา
พ.ศ.2310*เสียกรุงครั้งที่2-ในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ VS พรเจ้ามังระ-พระเจ้ามังระไม่ได้มาเอง แต่ส่งทหารมาเป็นแม่ทัพในครั้งนี้สองคน คือ เนเมียวสีหะบดี & มังมหานรธา-สรุปได้ว่าการเสียเมืองในครั้งนี้เกิดจากกษัตริย์อ่อนแอ**เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2310 พระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้กู้เอกราชคืนให้แก่อยุธยา ใช้เวลาเพียงแค่เจ็ดเดือน และย้ายศูนย์กลางมาที่ กรุงธนบุรี
อยุธยา มีกษัตริย์ 5 ราชวงศ์ 33พระองค์ 35รัชกาล1.)ราชวงศ์ อู่ทอง [คนแรกและคนสุดท้ายของราชวงศ์ พระเจ้าอู่ทอง...พระรามราชา(พระราเมศวร)]2.)ราชวงศ์ สุพรรณภูมิ [ขุนหลวงพระงั่ว(พระบรมราชาที่1)...พระมหินทราธิราช]ราชวงศ์ สุพรรณภูมิ มีกษัตริย์มากที่สุดในราชวงศ์แห่งอยุธยา3.)ราชวงศ์ สุโขทัย [พระมหาธรรมราชา(สมเด็จพระสรรเพ็ญชที่1)...พระอาทิตยวงศ์]4.)ราชวงศ์ ปราสาททอง [พระเจ้าปราสาททอง(พระสรรเพ็ญชที่5)...พระนารายณ์มหาราช]5.)ราชวงศ์ บ้านพลูหลวง [พระเพทราชา...พระเจ้าเอกทัศน์]

อ้างอิง


10 ของกินของเด็ดเมืองตรัง





10 ของกินของเด็ดเมืองตรังที่ไม่ควรพลาด

1.  หมูย่างโกเภา ตลาดสดเทศบาล
จ.ตรัง มีของดีอันเลื่องชื่อลือชาอยู่หลายอย่าง แต่ที่โด่งดังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งก็ต้องยกให้กับ “หมูย่าง” ซึ่งมีรสชาติยอดเยี่ยมมาช้านานแล้ว เนื่องจากย่างได้อย่างอร่อย พิถีพิถัน มีรสหวานนำ และเนื้อนุ่มหนังกรอบซึ่งมีต้นกำเนิดที่ประเทศจีนเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ในสมัยราชวงศ์ถัง 
                “หมูย่าง” มักทำจากหมูพื้นเมืองที่เรียกกันว่า “หมูขี้พร้า” หรือหมูพันธุ์เล็ก เลี้ยงกันตามธรรมชาติ ทำให้หนัง มัน เนื้อ พอดีกัน โดยคัดเลือกหมูที่หนักตัวละ 30-50 กิโลกรัม มาชำแหละ และแล่เนื้อแดงออกให้มากที่สุดก่อนนำไปย่างแต่ในช่วงหลัง “หมูขี้พร้า” หาได้ยาก จึงจำเป็นต้องนำหมูฟาร์มซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไปย่างแทน



จุดเด่นของ “หมูย่าง” คือ ไม่มีน้ำจิ้ม ทานควบคู่กับน้ำชา กาแฟ และขนมต่างๆ ร้านอาหารทั่วไปจะขายในช่วงเช้าตรู่จนถึงช่วงเที่ยง ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 400-420 บาท ยกเว้นในตลาดสดที่จะมีขายไปจนถึงช่วงเย็น เพียงแต่ความหอมกรอบอาจลดลงไปบ้าง คนตรังมีเคล็ดว่าถ้ากิน“หมูย่าง” วันนั้นทำอะไรจะหมูไปหมด ง่ายไปหมด หรือโชคดีไปหมด “หมูย่าง” จึงเป็นอาหารที่กลายเป็นสินค้าประจำเมืองตรังที่โด่งดังไปไกลทั่วทุกถิ่น

2. ปากหม้อเจ๊กี่
ปากหม้อ” อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี ปากหม้อที่ไหนก็มีกิน แต่ปากหม้อเมืองตรังไม่เหมือนใคร เริ่มที่ขนาดอันใหญ่มาก ใหญ่ขนาดฝ่ามือสาวๆได้ ส่วนไส้ทำจากมันแกว หมูสับ และกุ้งแห้งผัดรวมกัน ปรุงรสให้กลมกล่อมด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ และน้ำตาลก่อนเสิร์ฟราดด้วยน้ำส้มเจื้อง อ่ะ...งงล่ะสิ ว่าคืออะไร “น้ำส้มเจื้อง” เป็นน้ำส้มที่มีรสชาติและวิธีการทำเฉพาะ มีโรงงานทำอยู่ที่เมืองตรัง น้ำส้มเจื้องถูกนำไปเป็นส่วนประกอบการทำอาหารจีนสไตล์เมืองตรังหลายชนิด และปากหม้อก็เป็นหนึ่งในนั้น



3. ขนมจีนป้านี หน้าวัดควนขัน
ร้านนี้เป็นร้านอาหารเช้าตั้งอยู่บริเวณศาลาจอดรถหน้าวัดควนขัน ตรัง ไม่มีชื่อร้าน แต่เจ้าของร้านชื่อ ป้านี ที่ร้านมีทั้งขนมจีน ข้าวยำ ห่อหมก ป้านีบอกว่าขายมากว่า ๓๐ ปีแล้ว อร่อยทุกอย่าง แต่ต้องรีบไปนิดนึงนะคะ เพราะถ้าสายอาจหมด 


4. ขนมเปี๊ยะซอย9
เด่นของขนมเปี๊ยะร้านนี้ อยู่ที่ส่วนผสม และขั้นตอนในการทำ เริ่มจากการเตรียมแป้ง กวนไส้ พิถีพิถันในทุกๆ ขั้นตอน กว่าจะได้ขนมเปี๊ยะแต่ละชิ้นนั้นไม่ง่ายเลย แต่เมื่อออกมาเป็น ขนมเปี๊ยะ ซอย 9 ย่อมวางใจได้ในรสชาติที่อร่อยจนต้องบอกต่อ ความนุ่มของแป้งและไส้ขนมที่อร่อยกำลังดี ทำให้ขนมเปี๊ยะ ซอย 9 ครองใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี 



5. วุ้นม้วนเจียหล่งติน

6. ร้านเลตรัง2
ร้านติ่มซำชื่อดังของจังหวัดตรัง 


7. ชาโกแจ้งสุดอินดี้ของเมืองตรัง
ร้านชาโกแจ้งแห่งแรก เปิดตัวขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในซอยหลังร้านสิริบรรณ ซึ่งเป็นบ้านของกวีซีไรต์ จิระนันท์ พิตรปรีชา โดยร้านชาแห่งนี้ เป็นหนึ่งใน “ของดีเมืองตรัง” ที่กวีซีไรต์ผู้ยิ่งใหญ่ภูมิใจเสนอให้กับมิตรสหาย และแขกบ้านแขกเมืองทุกครั้งที่เธอมีผู้มาเยือน ด้วยความชื่นชอบในศิลปะแห่งชาอันละเมียดละไมของโกแจ้งเป็นการส่วนตัว และนั่นก็เป็นเหตุผลที่มากพอซึ่งทำให้ชื่อเสียงของ “ชาโกแจ้ง” ปรากฎผ่านสื่อใหญ่มากมาย และถูกบรรจุไว้ในจุดหมายสำหรับการมาเยือนตรัง



8. หมี่ฮกเกี้ยนร้านฉิวดำ
ทางภาคใต้จะเป็นชุมชนของชาวจีนฮกเกี้ยน ดังนั้น ทุกๆเมืองทางใต้จะมี ร้านหมี่ฮกเกี้ยน ไว้บริการลูกค้าเสมอโดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ตจะมีร้านหมี่ฮกเกี้ยนเยอะหลายร้านส่วนที่จังหวัดตรังก็มีร้านหมี่ฮกเกี้ยนอยู่หลายร้านเหมือนกันแต่ถ้าถามชาวตรังว่าร้านหมี่ฮกเกี้ยนที่ใหนอร่อย รับรองได้ว่า จะต้องมีร้าน "ฉิวดำ" ติดอยู่ในร้านแนะนำ เพราะว่าเป็นร้านหมี่ฮกเกี้ยนที่มีชื่อเสียงของทางเมืองตรัง


9. ร้านกิม ข้าวต้มกุ๊ย ถนนกันตัง
ร้านกิมข้าวต้มปริญญา มีที่จอดรถอยู่ข้างทาง เปิดตั้งแต่ 16.30 ถึง เที่ยงคืน เมนูแนะนำ คือ เถาหยุก จะเป็นหมูตุ๋นใส่เต้าหู้ เผือก และเห็ดหูหนู เนื้อหมูเปื่อยมาก รสชาติกลมกล่อม สั่งต้มยำกุ้งน้ำข้น ตัวกุ้งนี่เนื้อแน่นมาก และให้กุ้งเยอะด้วย 



10. ร้านซินจิว
ซินจิว เป็นร้านแต่เตี๊ยม เจ้าแรกๆของตรัง เป็นร้านเก่าแก่ เปิดมา 48 ปี ปาท่องโก๋ ที่นี่ขึ้นชื่อมาก ทุกอย่างที่นี่ทำสด ไม่แช่แข็งและราคาไม่แพงด้วย ทำให้ที่นี่ขายดีตั้งแต่เช้าจนถึงดึกร้านซินจิวเปิด 3 รอบ คือ รอบเช้า เที่ยง และ เย็น แต่ละรอบอาหารจะไม่เหมือนกัน 


อ้างอิง

มือถือที่สามารถพับหน้าจอได้ ( Foldable Phone )





                  เป็นประเด็นให้พูดถึงกันมาตลอดช่วงหลายปีนี้สำหรับเรื่องของโทรศัพท์มือถือแบบพับได้ที่จะกลับมาสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การพับแบบเก่าแต่เป็นการพับที่เกิดจากเทคโนโลยีของหน้าจอที่มีความยืนหยุ่นสูง และข่าวลือของ Samsung Galaxy X ก็ถือเป็นข่าวหนึ่งที่จะทำให้เรื่องของมือถือแบบพับได้ใกล้เคียงความจริงเข้าไปทุกที โดยทาง Samsung ได้แง้มข้อมูลออกมาว่า "ทางบริษัทจะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตลาดสมาร์ทโฟน เช่นอาจจะเป็นการใช้หน้าจอ OLED ที่สามารถพับได้" ทั้งนี้คาดว่าปี 2018 น่าจะเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับการเผยโฉมสมาร์ทโฟนในรูปแบบดังกล่าวแต่อาจจะเป็นเพียงเครื่องต้นแบบเท่านั้น
ภาพสิทธิบัตรหน้าจอพับได้โดย Samsung จาก Korea Intellectual Property Rights Information Service
ภาพสิทธิบัตรหน้าจอพับได้โดย LG จาก Korea Intellectual Property Rights Information Service

             ความเป็นไปได้ในการกลับมาของมือถือแบบพับได้นั้นเริ่มต้นจากการพัฒนาของเทคโนโลยีหน้าจอ OLED แบบยืดหยุ่นได้ ซึ่งมีผู้เล่นหลักๆ อยู่ 2 รายในปัจจุบันได้แก่ Samsung และ LG โดยสมาร์ทโฟนที่นำเทคโนโลยีหน้าจอ OLED แบบยืดหยุ่นมาใช้ของทาง Samsung คือ Samsung Galaxy edge ส่วนทาง LG ก็จะมี LG G Flex

LG G Flex 2

ต้องมาติดตามกันว่าภายในปี 2018 นี้ เราจะได้เห็นมือถือที่สามารถพับได้จากทาง Samsung ออกมาโชว์ตัวหรือไม่ หรือว่าจะมีผู้ผลิตจากค่ายอื่นๆ อย่างเช่น LG ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีหน้าจอ OLED แบบยืดหยุ่นเช่นกัน หรือแม้แต่ Motorola ทีมีคำพูดเป็นนัยๆ จาก CEO ของ Lenovo ในงาน MWC 2018 เกี่ยวกับมือถือพับได้อย่าง RAZR ออกมาตัดหน้าทาง Samsung กันหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นความท้ายทายที่น่าจับตามองทีเดียวครับ เพราะถ้าใครทำได้ก่อนมันหมายถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่ข่างรายอื่นๆ นั่นเอง
อ้างอิง